วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

นิยายเรื่อง เพื่อนคู่ชีวิต

           ผมอยากจะเรียนอีกครั้งว่า เรื่องนี้เป็นการเล่าแบบย้อนรอยอดีต เป็นเรื่องจริงล้วน ๆ ไม่ได้แต่งขึ้นสักนิดเดียว แต่ถ้าเรื่องนี้เป็นนิยาย “ผม” ในเรื่องก็คงจะเป็นพระเอกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และอีกคนที่ผมจะกล่าวถึงก็คงจะต้องรับบทนางเอก แต่นี่ไม่ใช่นิยายผมจึงพยายามจะเล่าแบบข้าม ๆ เพื่อมิให้ท่านผู้อ่านหมั่นไส้ แต่ผมก็ได้เกริ่นไว้ในตอนที่แล้วว่า ผมจะบอกว่าผมเอาใครไปอยู่เป็นเพื่อนบนบ้านพักหลังใหม่ เพราะต้องยอมรับว่าตอนนั้น ผมกลัวผีของปราณีมากจนนอนไม่หลับ พอหลับไปครั้งใดก็เห็นแต่ขาที่มีกระดูกขาว ๆ ของเธอ ที่ยกขึ้นถีบฟืนตอนที่กำลังเผาเธอกระเด็นตกลงมา
แรก ๆ ผมต้องขอร้องให้ลูกชายของกำนันจวน ๒ คน ให้ช่วยไปนอนเป็นเพื่อนเพราะผมไม่กล้านอนคนเดียว แต่พอนาน ๆ เข้าลูกชาย ๒ คนของกำนันจวนก็เริ่มเบื่อและเบี้ยวไม่ไปนอนด้วย ผมจึงต้องเที่ยวดิ้นรนหาคนไปอยู่เป็นเพื่อน และก่อนที่ผมจะได้คนที่มาอยู่เป็นเพื่อน(แบบเป็นเพื่อนชั่วชีวิต) ผมได้เด็กชายคนหนึ่งไปอยู่ด้วย
          เด็กคนนั้นชื่อสมหมาย เป็นเด็กตัวเล็กยังเรียนชั้น ป.๑ แต่รูปร่างล่ำสัน แถมเป็นเด็กขยันและฉลาด ผมสอนอะไรเขาเรียนรู้และทำตามได้หมด ยกเว้นเรื่องกลัวผีผมไม่เคยสอน และผมไม่เคยบอกเขาว่าผมกลัวผี สมหมายจึงไม่กลัวผีและไม่รู้ว่าผีคืออะไร ให้คุณและให้โทษแก่คนอย่างไร สมหมายไม่ชอบถามแต่ชอบคิด บางครั้งเขานั่งคิดจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ผมว่าเขาค่อนข้างจะคิดมากจนเกินเด็ก
โกจ๋ายคือพ่อของสมหมาย บ้านอยู่บางเนียง ต้องเดินบุกป่าไปทางด้านใต้ของโรงเรียนราว ๓ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว ๑ ชั่วโมง บ้านของโกจ๋ายมีอาชีพหาปูปลาในทะเล กับทำสวนปลูกมะพร้าว ปลูกขนุน ปลูกสับปะรด ปลูกข้าวไร่ และปลูกทุก ๆ อย่างที่จะให้ผลผลิตขายได้แต่ไม่เป็นอาชีพหลัก อีกอาชีพไม่ค่อยถูกกับกฎหมาย เช่น ตัดไม้ในป่าเผาถ่านขาย เลื่อยไม้เถื่อนหรือแปรรูปไม้ ด้วยเลื่อยมือแบบชักขึ้นดันลง ขายให้คนซื้อไปปลูกบ้าน   อาคารโรงเรียนหลังใหม่ที่ผมกับกำนันเป็นคนย้ายมา และบ้านพักครูที่ผมอยู่ มีผู้รับเหมาที่มาจากบนฝั่งอำเภอกะปง แต่เวลาสร้างก็ใช้ไม้เถื่อน จ้างคนไปแปรรูปที่บนเกาะ พื้นไม้ที่ปูบ้านตอนปูลงไปยังสด ๆ พอแห้งจึงแยกเป็นร่อง มองเห็นข้างล่าง ตอนกลางคืนยิ่งน่ากลัวหนักเข้าไปอีก
            โกจ๋ายนำสมหมายมาฝากให้อยู่กับผมที่บ้านพัก เพราะเห็นว่าผมอยู่คนเดียว และคอยส่งข้าวปลาอาหาร คือข้าวสาร และปู ปลา ที่ตกเบ็ดได้มาให้ผมเป็นประจำ ทำให้ผมพลอยได้อาศัยสมหมาย มากกว่าที่สมหมายจะมาอาศัยผม
ตอนกลางวันหลังเลิกเรียนหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ สมหมายจะเล่นหรือทำอะไรไปตามประสาเด็ก ส่วนผมจะนั่งวาดรูป หรือไม่ก็ทำพวกอุปกรณ์การสอนไปเรื่อย ๆ แต่พอกลางคืนเราจะไม่เคยแยกจากกัน คือต้องนอนในห้องเดียวกันและใกล้กัน แม้กระนั้นผมก็ยังกลัวเพราะสมหมายหลับง่าย และหลับสนิทขณะที่ผมยังนอนลืมตาโพลง และหูยังได้ยินเสียงเหมือนใครเดินย่องขึ้นบันไดบ้านพักครู มายืนแถว ๆ หน้าห้องและบางครั้งผมได้ยินเสียงถอนหายใจ ฮื่อ ๆ
บ้านพักของผมเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง เวลาเดินลอดใต้ถุนยกมือชี้เหนือหัว ยังขาดอีกกว่าศอกจึงจะแตะพื้นบ้าน เวลาเดินขึ้นบ้าน เช่นวิ่งขึ้นบันได หรือกระโดดโลดเต้น บ้านจะไหวสั่นไปทั้งหลัง
บันไดบ้านพักครู ใครก็เดินขึ้นไปได้เพราะไม่มีสิ่งใดปิดกั้น และไม่มีการชักบันไดขึ้นเก็บเหมือนในชนบทบางที่ และกำนันรวมไปถึงชาวบ้านทุก ๆ คนบนเกาะเขารับรองกับผมว่า “บนเกาะไม่มีโจรหรือขโมยเป็นเด็ดขาด”  ส่วนผี ไม่มีใครรับรอง ไปถาม คำตอบมีแต่จะทำให้ยิ่งกลัวหนักขึ้นไปอีก เพราะบนเกาะ พวกสาวแก่ แม่หม้าย และสาวรุ่นที่พอมี(และแม้ผมจะไม่หล่อ) ต่างสมัครที่จะไปอยู่เป็นเพื่อนผมกันหลายคน แต่ผมไม่โอเคด้วย ด้วยเหตุที่ว่าผมได้แอบหมายตา “เพื่อนที่จะไปอยู่เป็นเพื่อนที่บ้านพัก” ไว้ก่อนแล้ว
หันมาดูบ้านพักต่อ... พอเดินขึ้นสุดขั้นบันไดก็เป็นระเบียง หน้าระเบียงคือห้องนอนใหญ่ที่ผมนอน ด้านขวาตรงกลางห้องเล็ก คือห้องครัว ห้องขวาสุดติดบันไดทางขึ้นคือห้องนอนเล็กอีกห้อง ทุกห้องผมต้องล็อกกุญแจไว้ กลัวแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ ขึ้นไปใช้สิทธิ์ตอนผมนอนหลับ
แต่ประตูห้องนอนของผมก็ใช้ว่าจะแข็งแรงอะไรมากนัก แค่บานไม้ยางบนเกาะ เลื่อยสด ๆ ที่ช่างนำมาประกอบกันเข้า ด้วยไม้ใหญ่เล็กหลายชิ้น ถ้าใครมาถีบแรง ๆ ตะปูเกลียวที่ติดกลอนตัวเล็ก ๆ สองตัวล่างและบน ก็จะหลุดและถอนออกจากบานไม้ได้ทันที  ผมจึงไม่เคยรู้สึกว่า ตัวเองเป็นสุขหรือปลอดภัย ตั้งแต่แยกมาอยู่อาศัยบนบ้านพักครูหลังนี้ ผิดกับตอนที่ผมยังอยู่บนบ้านของกำนัน ที่ผมรู้สึกหลับสบายและปลอดภัย  สมหมายจะกลับบ้าน เมื่อโกจ๋ายพ่อของเขามารับ คือในตอนเย็นก่อนวันรุ่งขึ้นที่ผมจะต้องเดินทางไปประชุมประจำเดือน ที่บ้านนางย่อน หรือกิ่งอำเภอคุระบุรี (ตอนนั้นเกาะคอเขายังขึ้นอยู่กับกิ่งอำเภอคุระบุรี) ซึ่งคืนที่สมหมายไปเสียตอนเย็นนั่นแหละ เป็นคืนที่ขี้ในตัวผมจะขึ้นไปอยู่บนหัว แล้วยังอีกคืนที่ผมขึ้นไปบนฝั่งแล้วกลับลงมา ซึ่งสมหมายไม่รู้ว่าผมจะกลับมาวันใดแน่ เพราะการเดินทางไปประชุมของผมขึ้นอยู่กับภารกิจของกำนันเจ้าของเรือ เมื่อมาถึงผมก็ต้องมานอนขี้ขึ้นไปอยู่หัวสมองต่ออีก ด้วยหูที่ยังแว่วเสียงต่าง ๆ มาดังอยู่ใกล้ ๆ บ้าน
แรก ๆ ก็ปลอบใจตัวเองว่าเสียงฮื่อ ๆ ถึด ๆ ทือ ๆ นั้นคือเสียงของนกเค้าแมว หรือนกตบยุง แต่พอมีเสียงของสัตว์จำพวกอีเห็นหรือมูสัง มาฟัดหรือกัดกันใกล้ ๆ บ้าน เพราะข้าง ๆ บ้านยังเป็นป่ารก มีต้นไม้ใหญ่ ๆ โต ๆ ผมก็เดาว่าเป็นเสียงของเสือ
และพอบ้านโยกไหวเพราะลมพัดหรือเพราะอะไรก็ตามที ผมก็สรุปเป็นข้อมูลว่า พวกผี ๆ ทั้งหลายทั้งผีป่าและผีบ้าน เพื่อนของปราณี คงจะยกขบวนมายืน เดิน เล่นอยู่บนระเบียงบ้านพักของผมอีกแล้ว และทุกคืนที่กล่าวผมแทบจะเป็นบ้าตาย ด้วยความหวาดผวา และนอนไม่เคยหลับ
ข้อนี้แหละครับที่ทำให้ผมต้องรีบตัดสินใจหาเพื่อน เพื่อนที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไป...
ตอนปิดภาคปลายของปีการศึกษา(ปี พ.ศ.๒๕๑๑) ผมไม่กล้าอยู่ที่บ้านพัก และผมให้สมหมายกลับไปอยู่ที่บ้านของเขากับพ่อกับแม่ ที่รีบมารับลูกกลับไป ในทันที่ที่โรงเรียนปิด และผมขึ้นไปบิดรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่พาเพื่อน(เธอ)เที่ยวอยู่ในตลาดตะกั่วป่า
ผมพบเธอตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาเป็นครู หรือหลังจาก ๓ เดือนแรกที่ผมได้รับเงินเดือน วันที่ผมเล่าว่า ผมไปหาประชาเพื่อจะพาเขาไปเลี้ยงให้เต็มคราบ แล้วผมพบกับผู้หญิง ๓ คน เด็กอีก ๑
ผู้หญิงคนแรกเป็นภรรยาของประชา ผู้หญิงคนที่ ๒ เป็นน้องเมียของประชา อายุ ๑๕–๑๖ ผมบอกตัวเองว่า “จงพยายามห่าง ๆ เธอไว้เป็นดีที่สุด” แต่ยังเกือบจะไม่ได้ห่าง เพราะพี่สาวของเธอ(ภรรยาของประชา)พยายามที่จะให้น้องสาวจับยึดผมเอาไว้ให้ได้ อย่าให้ดิ้นหลุด เพราะผมคือขุมทรัพย์แหล่งใหญ่ ที่พร้อมที่จะให้ทั้งพี่สาวและน้องสาวช่วยกันขุดและขูด
ผมต้องหนีประชาออกมาอาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ หน่วยมาลาเรีย ซึ่งเช่าบ้านอยู่หลังตลาดย่านยาว เป็นเวลากว่า ๓ เดือน พอดีกับประชาสืบรู้ ว่าผมไปหลบอยู่ที่นั่น เขาไปตามตัวให้ไปที่บ้านเขาอีกครั้ง บอกว่าภรรยาของเขากำลังป่วยอยู่โรงพยาบาล... ที่บ้านของเขาน้องเมียจอมวุ่นกลับไปแล้ว คงอยู่แต่น้องสาวของเขาที่ผมเล่าว่า เห็นแล้วเกิดอาการวาบ ๆ หวิว ๆ ในหัวใจ...
ประชามายืมรถมอเตอร์ไซค์ของผมไปใช้ อ้างว่าต้องขับไปมาจากบ้าน – โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อนำอาหารไปให้ภรรยาที่โรงพยาบาล และประชาขอร้องให้ผมไปอยู่เฝ้าบ้านเขา และอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวอายุ ๒๑ - ๒๒ ปีและลูกสาวอายุ ๔-๕ ขวบของเขาด้วย
เพื่อนเดือดร้อนถึงขนาดนี้ ผมจะใจดำไม่ช่วยเพื่อนเชียวหรือ ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องอุบัติเหตุ และโชคดวงของเราที่จะต้องชดใช้ให้กัน...
(หมายเหตุ ถ้าเป็นเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้วผมคงไม่ใช้คำนี้)
หลังจากภรรยาของประชาออกจากโรงพยาบาล ผมจึงไปสู่ขอแล้วพาเธอลงไปอยู่เป็นเพื่อนในเกาะคอเขา คราวนี้แปลกมากครับ ที่ผมหายกลัวผีของปราณี และเสียงต่าง ๆ ที่มาคอยเขย่าขวัญผมอยู่รอบ ๆ บ้านพักในยามค่ำคืน หายไปอย่างปลิดทิ้ง ไม่มีเสียงใครไปโอดครวญ หรือกัดฟัดกันให้ผมได้ยินในตอนกลางดึกตี ๒ ตี ๓ อีกเลย สิ่งที่เคยมาทำให้บ้านพักของผมไหวสั่นก็ไม่มี ส่วนถ้ามี ก็เพราะเราสองคน เป็นต้นเหตุ ไม่ใช่ใคร (คือเวลา เดินแรง ๆ นะครับ ไม่ใช่อย่างอื่น)
แต่เรื่องหนึ่งก็เกิดขึ้นจนได้ เรื่องนี้ผมยังเสียใจอยู่ แม้เวลาจะล่วงมาตั้งสามสิบกว่าปีแล้ว และผมขอบันทึกไว้ เรื่องมันสืบเนื่องมาจากการที่ปราณี ภรรยาของวิรวนเคยไปอยู่
วันแรกที่ผมพาเธอลงไปอยู่ในเกาะ ชาวบ้านในเกาะพอเห็นคนสวย ๆ ที่เกินหน้าเกินตา ก็คิดว่าเธอคงจะเป็นเช่นเดียวกับปราณี ทำให้มีการพูดวิจารณ์กันจนมาเข้าหูผม
ผมไม่อาจจะระงับใจทำเฉยได้ จึงฟ้องร้องคนที่พูดต่อกำนัน พอดีมีปลัดอำเภอไปตรวจท้องที่ ปลัดอำเภอชื่อนายพนา... เป็นนายทะเบียนผู้จดทะเบียนสมรสให้ผมกับเธอ และปลัดพนา ก็ยังรู้จักเธอของผมดีว่าเธอเป็นใครมาจากไหน ประกอบอาชีพอะไร(เธอของผมเป็นสาวห้าง ที่ผมซื้อนาฬิกาข้อมือ) ขนาดปลัดพนาเองยังเคยไปจีบแต่แพ้ผม เพราะผมมีโอกาสใกล้ชิดกว่า
ปลัดพนาได้อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเธอเป็นใคร เรื่องจึงได้สงบและวันเวลาก็ได้พิสูจน์ ผมไม่พูดกับชาวบ้านบางคนอยู่เป็นปี เพราะแค้นเคืองที่เขาโง่แล้วชอบสรุป ทว่าเธอกลับไม่โกรธเคืองถือสาใคร เธออภัยให้กับความโฉดเขลาของชาวบ้าน เธอพูดดีและทำดีกับทุก ๆ คนมีข้าวของก็แบ่งปัน และยังช่วยสอนนักเรียนชั้น ป.๑ ป.๒ ให้ผมด้วย เพราะผมสอนคนเดียวไม่ทัน
สมัย พ.ศ. ๒๕๑๐ ใครที่เรียนจบ ม.ศ.๓ หรือ ม.๖ สามารถเป็นครูช่วยสอนได้ ผมอยากจะรับเธอเข้าเป็นครูช่วยสอนและให้เธอสอบเอาวุฒิครู พ.ป., พ.กศ. หรือ พ.ม. ทว่าเธอชอบสามีที่เป็นครูแต่ไม่ชอบให้ตัวเองเป็นครู เธอจึงทำงานให้ราชการฟรี ๆ และไม่ยอมใช้สิทธิ์ที่ช่วยสอนเด็ก ไปสอบเอาวุฒิครู
๒ ปีของเธอแต่ ๔ ปีของผมที่ไปอยู่บนเกาะ เธอทำให้คนรักเธอทั่วเกาะ เธอปลูกพืชผักต่าง ๆ ลงบนดินทรายรอบ ๆ บ้านพัก ทั้งฟักทอง แตงกวา พริก มะเขือ เธอเอาใจใส่บำรุงรักษาดูแลอย่างดี ทำให้พืชผักทุกต้นที่ปลูกมีผลดกจนเก็บกินไม่ทัน ต้องแบ่งปันไปให้ชาวบ้านโดยฝากไปกับเด็ก ๆ
ชาวบ้านบนเกาะคอเขาไม่ชอบปลูกพืชผักสวนครัว งานของเขามีแต่ไปตกปลา หาของป่า หาแร่โดยไปกวาดเอาผงแร่ที่คลื่นซัดขึ้นมาตามชายหาดด้านตะวันตกของเกาะ มาร่อนเอาขี้ออก แล้วพาไปขายกิโลกรัมละ ๒๐ บาท วันใดได้แร่มาสักกิโล ๒ กิโลก็มากกว่าเงินเดือนครู ป.กศ. เวลาที่ว่างพวกเขาจึงตั้งวงเล่นไพ่ เพราะในเกาะไม่มีตำรวจที่จะตามไปจับ
เมื่อชาวบ้านไม่มีใครปลูกพืชผัก พืชผักจากบ้านผมที่เธอแจกจ่ายให้นักเรียนไป ก็กลายเป็นสิ่งมีค่าและย้อนกลับมาเป็นเนื้อ เก้ง กวาง หมูป่า ที่เขายิงได้บนเกาะ หรือปลาที่เขาตกได้ในทะเล กระทั่งไข่เต่าที่เขาเก็บได้ตามชายหาด เขาฝากเด็กมาให้เธอ ทำให้บ้านพักครูของผมอุดมสมบูรณ์ ด้วยอาหารโปรตีนสด ๆ แทบไม่เคยต้องซื้อเลย
ส่วนรอบ ๆ บริเวณอาคารเรียน ตอนผมอยู่คนเดียวไม่เคยมีไม้ดอก ไม้ประดับ เพราะผมคอยแต่จะหาเรื่องขึ้นฝั่งทุกสัปดาห์ พอเธอไปอยู่ดอกไม้ที่เธอปลูกดาวเรือง หงอนไก่ บานไม่รู้โรย บานบุรี อะไรต่อมิอะไรบานสะพรั่ง ไม้ประดับจำพวกโกศลขึ้นเป็นแถวแนว มีพุ่มใบหลากสีสวยสดงดงาม
ทำให้โรงเรียนมีสีสันบรรยากาศ น่าเรียน น่าอยู่ ผมได้รับคำชมจากศึกษาธิการกิ่งอำเภอที่มาตรวจเยี่ยม และได้เลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ๒ ขั้น
ทว่าไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา ในเมื่อเราสองคนผมและเธอ ต่างไม่เคยคิดที่จะลงหลักปักแหล่งอยู่ที่เกาะ ที่ดินบนเกาะสักกระแบะมือเราก็ไม่เคยคิดจะเอาไว้...
ขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ผมเคยขับรถยนต์ไปที่บ้านน้ำเค็ม มีเธอไปด้วยและเราพบว่ามีแพขนานยนต์ รับบรรทุกรถยนต์จากบ้านน้ำเค็ม ไปที่เกาะคอเขา เธอขอให้ผมขับรถลงแพไปเยี่ยมเพื่อนและคนรู้จักบนเกาะ
ค่าโดยสารลงแพตอนนั้น สำหรับรถยนต์คิดค่าโดยสารล้อละ ๑๐๐ บาท รถเก๋งของผมจึงต้องจ่าย ไป-กลับ ๘๐๐ บาท ตอนนั้นรีสอร์ทบนเกาะเริ่มสร้าง แต่ยังไม่เปิดเป็นทางการ (เรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้เป็นเรื่องสั้นชื่อ “ชาวเกาะคนสุดท้าย”
ส่วนแพขนานยนต์เกิดขึ้นจาก (การเล่าของกำนันสุข เจ้าของเกาะคอเขารีสอร์ท) กำนันสุขสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา ขนรถยนต์ และเครื่องมือ ลงไปทำถนนลาดยางบนเกาะ เพราะตอนแรกไม่มีผู้รับเหมาคนใดยอมลงไปรับเหมาทำ และพอทำถนนเสร็จ กำนันสุขขายแพให้บริษัทฝรั่งที่สร้างภาพยนตร์ เรื่อง เดอะบีท ที่มาสร้างฉากถ่ายหนังบนเกาะมาหยา ที่กระบี่ เอาไปใช้บรรทุกต้นปาล์ม และต้นมะพร้าว ทำฉาก
หลังจากนั้นแพขนานยนต์เกิดขึ้นอีกหลายแพ เพื่อให้รถสี่ล้อ หกล้อและ สิบล้อ บรรทุกอุปกรณ์การทำนากุ้ง ที่ไปทำอยู่บนเกาะเกินกว่า ๑๐ เจ้า ข้ามไปข้ามมา แต่ยังไม่มีรถยนต์ของนักท่องเที่ยว ค่าข้ามแพจึงแพง ส่วนตอนนี้หรือปัจจุบันค่าข้ามแพเหลือเที่ยวละ ๑๕๐ บาท หรือตอนที่เขียนนี้อาจลดลงอีกก็ได้
ส่วนคราวนั้น ผมพบว่า ที่ดินบนเกาะคอเขาราคาไร่ละเป็นแสนเป็นล้าน บนเกาะมีถนนราดยางทันสมัยลาดผ่ากลางเกาะ ผ่านข้างโรงเรียนบ้านนอกนาที่ผมเคยสอน ไปสิ้นสุดที่หัวเกาะเลยโรงเรียนหลังเก่า พวกลูกศิษย์ลูกหา ของผมอายุ ๓๐ กว่า ถึง ๔๐ บางคนเป็นเจ้าของรถสองแถว ที่แล่นรับส่งคนโดยสารบนเกาะ
กลับไปสู่อดีตต่อ...
ผมได้ย้ายขึ้นฝั่ง หลังจากมีครูบรรจุใหม่คนหนึ่งถูกส่งลงไปช่วยผม แล้วกลายเป็นต้องอยู่แทน และพอผมย้ายมาไม่ถึงปีเขาได้ภรรยาเป็นชาวเกาะ ซึ่งก็คือลูกศิษย์ที่ผมสอนตอนเรียนชั้น ป.๓ ถึง ป.๔ นั่นเอง ปัจจุบันผมเสียใจที่ทราบว่า ครูคนนั้นตายเสียแล้ว....

5 ความคิดเห็น: